ประสบการณ์จากการใช้เครื่อง 3D Printer #1

3D Printed "Binary Root" with PLA and layer thickness 0.15mm
3D Printed “Binary Root” with PLA and layer thickness 0.15mm

หมายเหตุ: เครื่อง 3D Printer ที่ว่านี่เป็นเครื่องแบบฉีดพลาสติกชนิด PLA ออกมาจาก Extruder แบบ layer-by-layer

จากที่ผมได้ลองใช้เครื่อง 3D Printer ปริ้นงานโมเดล 3D มาสักพัก พบว่า,

ค่าที่จะตั้งเปลี่ยนแปลงบ่อย

  1. Layer Thickness: จะอยู่ที่ราวๆ 0.1mm ถึง 0.2mm; ส่วนใหญ่เลยที่ผมปริ้นจะอยู่ที่ 0.15mm กับ 0.2mm อยู่ที่โมเดลและความละเอียดที่เราต้องการด้วย
  2. Infill: สำหรับ Infill แทบไม่เคยอัดเต็ม 100% เลยครับ จะอยู่ที่ 20% ถึง 33% เป็นส่วนใหญ่ โดยรูปแบบจะเป็น Octagonal กับ Straight ซะเยอะ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละงานครับ
  3. Support Z-Roof: แรกๆค่านี้แทบจะตั้งไว้เป็น -1 หรือ Infinity คงที่เลยครับ ให้โปรแกรมมันจัดการ หลังจากเราเริ่มชำนาญขึ้นดูจะมาดูรายละเอียดที่โมเดลว่าเราต้องการให้มันตั้งซัพพอร์ตขึ้นไปสูงขนาดไหน ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆเลยเมื่อใช้เป็นแล้ว และไม่ขี้เกียจ ;p
  4. Raft: ส่วนใหญ่แล้วก็จะตั้งที่ Skirt ไว้ แต่ถ้าเป็นโมเดลที่ฐานไม่เสมอกันก็จะตั้งที่ Grid ซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีนัก เป็นการตัดปัญหาตั้งแต่ตัวโมเดลไปเลยจะดีกว่า

ปัญหาที่พบ (และที่ยังไม่พบแต่มีโอกาสที่จะพบ)

  1. โมเดลอยู่ห่างกัน: มันเกิดจากโมเดลที่อยู่ใน layer ที่ต้องปริ้นเดียวกันอยู่ห่างกัน ต้องให้หัว extrude วิ่งยาวๆแล้วไปปริ้นทีนึง หรือทีละจุด กะจึกๆ มันจะทำให้เป็นต้นเหตุของการที่พลาสติกไหลมาไม่ต่อเนื่อง ไหลๆหยุดๆเพราะมันปริ้นทีละนิด แต่วิ่งยาวๆ โดยเฉพาะโมเดลขนาดเล็กๆแล้วยังอยู่ห่างกันอีก จะมีโอกาสสูงที่โมเดลจะสูญเสียความละเอียดไปมาก เพราะมันเกิดจากการที่พลาสติกไหลเกินหรือขาดเยอะ และเกิด waste ได้ง่ายจากการวิ่งไปมาแต่พลาสติกมันก็ไหลอยู่ก็มี
  2. โมเดลที่ต้องใช้ support เยอะ: ปัญหามันจะอยู่ตอนปริ้นเสร็จแล้วต้องมาแกะซัพพอร์ตออกนี่แหละ บางทีมันกระทบเนื้องานไปด้วยเวลาแกะ หรือถ้ายิ่งเป็นโมเดลที่มีความซับซ้อนมากๆ ยิ่งยาก เสียเวลามากและมีโอกาสสูงที่จะโดนชิ้นงานไปด้วยเวลาแกะ เสีย cost ไปกับแรงและเวลา และ waste ไปกับพลาสติกที่ต้องทิ้งไปเปล่าๆด้วย วิธีแก้ก็มีง่ายๆคือ ลองหันมุมโมเดลที่อาจจะลดการสร้างซัพพอร์ตลงไป ก็อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง
  3. ตัวอย่างโมเดลที่ใช้ซัพพอร์ตไปเยอะมาก และมีปัญหาตอนเก็บงานที่ใช้เวลามากในการจัดการกับซัพพอร์ต
    ตัวอย่างโมเดลที่ใช้ซัพพอร์ตไปเยอะมาก และมีปัญหาตอนเก็บงานที่ใช้เวลามากในการจัดการกับซัพพอร์ต
    อีกปัญหาที่อาจเกิดจากการแกะซัพพอร์ตคือเนื้องานเสียไปด้วย จากภาพนี้คือแขนของ Snoopy เล็กมาก แขนอาจหักได้ตอนแกะซัพพอร์ต
    อีกปัญหาที่อาจเกิดจากการแกะซัพพอร์ตคือเนื้องานเสียไปด้วย จากภาพนี้คือแขนของ Snoopy เล็กมาก แขนอาจหักได้ตอนแกะซัพพอร์ต
  4. การออกแบบมาของโมเดลกับ Layer Thickness: บางโมเดลอาจมีการออกแบบให้มีส่วนเว้าส่วนโค้งหรือส่วนที่มันแหลมๆ ซึ่งขนาดสิ่งเหล่านั้นถ้ามันเล็กกว่า layer thickness ที่เราตั้งไว้ ส่วนนั้นๆก็จะสูญเสียรายละเอียดจากโมเดลนั้นไปเลยเนื่องจากมันเล็กเกินกว่าที่จะปริ้นได้ เช่น โมเดลนั้นมันมีส่วนแหลมออกมาขนาด 0.1mm แต่เราตั้ง layer thickness ไว้ที่ 0.2mm ส่วนนั้นก็จะไม่ถูกปริ้นออกมาเลย หรือไม่ก็ถูกทับไปเลยด้วยขนาด 0.2mm พวกนะจะเห็นได้ชัดๆเลยคือการปริ้นโมเดลที่มีความละเอียดหรือซับซ้อนมาก แต่ปริ้นขนาดเล็กๆ งานที่ออกมาแทบจะแยกไม่ออกเลย อย่างปริ้นหอไอเฟล แต่ขนาดเล็กมากๆ จนมันปริ้นรายละเอียดไม่ได้ ผลที่ออกมาคือเละครับ
  5. จำนวน loop ที่วนรอบโมเดลก่อนปริ้น: สำหรับค่านี้ควรตั้งไว้ 3-5 รอบไปเลยครับ ไม่ต้องเสียดายมัน เนื่องจากว่าเราควร make sure ไปเลยว่าพลาสติกมันจะไหลมาจากหัว extrude แล้วตอนถึงการปริ้นที่เนื้องานจริงครับ ถ้ามันไม่ออกรอบที่ 2 หรือ 3 นี่เตรียมกด pause หรือ kill job ไปเลยก็ได้ครับ แล้วกด extrude ให้มันไหลออกมาให้แน่นอนก่อน เพราt layer แรกๆสำคัญครับ ตั้งแต่เข้าเนื้องานมันควรจะออกมาเลย
  6. หัว extrude ติด: ปัญหานี้ยังไม่เจอครับ แต่ใส่ไว้ก่อน เพราะค่อนข้างต้องควรระวังไว้โดยเฉพาะในเมืองไทยที่มีความชื้นค่อนข้างสูงและมีฝุ่นเยอะ ซึ่งมันอาจจะเข้าไปพร้อมๆกับพลาสติกที่ไหลเข้า extruder ไปแล้วมีฝุ่นหรือเศษอะไรเข้าไปติดที่หัวทำให้พลาสติกมันออกมาไม่ได้ หรือถูกดันให้ออกมามันก็จะแตกกระจายเละๆตามสภาพช่องที่มันลอดออกมาได้ ให้รักษาความสะอาดดีดีครับ วิธีแก้เวลาติดคือ ให้ถอดหัว extrude ออกมาใช้ไฟลนๆแล้วใช้เข็มจิ้มๆเข้ารู extrude ให้มันดูไม่มีอะไรในนั้นแล้วจริงๆ หรือในเบื้องต้น heat extruder ก่อนแล้วสั่งให้มันลองฉีดพลาสติกเข้าไปก่อนสัก 10-30mm ดูครับ ถ้ามันไม่ออกแน่ๆแล้วก็ทำตามแบบแรกเลยคือมันตันแน่ๆแล้ว แต่อย่าลืมเช็คที่ม้วนพลาสติกด้วยนะครับ ว่าเวลาล้อที่มันหมุนๆพลาสติกเข้าไปมันไปโดนตัวเส้นพลาสติกไหม เช็คให้มันแน่นๆระดับหนึ่งที่ให้มันไหลไปได้ครับ

หลักๆตอนนี้ที่เจอจะประมาณนี้ ไว้ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาต่อที่ #2 หรือจะมาเพิ่มใน #1 นี้เลยอีกทีครับ : )

[บันทึกการไปเรียน NEC Week 2nd] การจัดการด้านการผลิตหรือบริการ

วันนี้มาเรียน NEC หรือหลักสูตรเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ ที่จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้ว แต่สัปดาห์แรกลืม blog เพราะกลับบ้านมาก็หมดพลังแล้ว นอนตี 3 ทุกวันก่อนไปเรียน แต่วันนี้หนักกว่าคือตี 4 แต่คึก 5555

เข้าเรื่อง,
วันนี้เรียนเรื่องการจัดการด้านการผลิตหรือบริการ โดย อ.สมเกียรติ สันติสัตยพรต จาก THAI Hybrid Co. Ltd. (ที่ขีดไว้เพราะพี่/ลุงสมเกียรติบอกไม่อยากให้เรียกอาจารย์ นี่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าปีนเกลียวหรือลามปามรึเปล่า อายุ 55 แล้ว ในที่นี้ขอเรียกพี่เลยแล้วกัน 55555)
เนื้อหาโดยทั่วๆไปจะเป็นเรื่องภาพรวมของการจัเการด้านการผลิตสินค้าและบริการ
ผมจะสรุปแบบโคตรจะย่อเลยก็คือ ช่วงเช้าจะเป็นเรื่องของการจัดการและพัฒนาในตัวบุคคลเอง ซึ่ง ณ จุดนี้ใครที่พอรู้เรื่อง Hyper Productivity, Lean, Agile Methodology แล้วจะฟินไปในระดับหนึ่ง ซึ่งพี่สมเกียรติก็ได้กล่าวถึงเหมือนกันครับในศัพย์ที่ไม่ใช่ศัพย์พวกนั้น แต่เนื้อหามันคือใช่

เรื่องแรกคือ work-life balance เน้นเรื่อง 24 (8-8-8) เรื่องการจัดการเวลาทำงาน-ส่วนตัว-พักผ่อนและให้มองว่า “ชีวิตก็คือชีวิต” ไม่ว่าคุณจะทำบ้าทำบออะไรอยู่ ธุรกิจคุณมันจะซีเครียดขนาดไหน สุดท้ายคุณก็คือมนุษย์ ให้บริหารให้ดี สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมีเงินเยอะมากมายขนาดไหน โรคถามหา ตายห่าก่อน คุณก็ไม่ได้ใช้ตังค์อยู่ดี และธุรกิจไม่จำกัดแค่เรื่องเรื่องเดียว ให้ศึกษาพวกเรื่องการลงทุนอื่นๆด้วยเพื่อลดภาระในเวลาที่อายุมากขึ้น จะได้มีเวลาไปเที่ยวกับครอบครัวกัน

เรื่องที่สองคือการสร้าง connection ที่ในคราสพี่จะเน้นคำว่า “เพื่อน” มาก ซึ่งการทำธุรกิจจะขาดไม่ได้ เพื่อนจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้เกิดการกระตุ้นซึ่งกันและกัน เวลาท้อก็ช่วยเหลือกัน เป็นคู่คิดกัน ผมชอบในจุดนี้มากที่สุดเลยนะ ผมคิดว่าหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวอยู่แล้ว (แต่ก็มีกรณียกเว้น เราต้องมองไปที่คุณภาพของคนด้วย) ถ้าได้คู่ชีวิตเหมือนเพื่อน ผมหมายถึงในบริบท สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ให้กำลังใจกัน ช่วยกันคิดได้ ผมว่า Perfect เลยนะ พี่สมเกียรติจะชอบยกตัวอย่างภรรยาของพี่เขาว่า “ผมมีเพื่อนสนิทที่ดี” “เพราะช่วงที่พี่เป็นหนี้อยู่ 10ล้าน มันมีอารมณ์หวิวๆที่ริมระเบียงคอนโดชั้น 8 ว่าอยากจะบิน (คงเข้าใจ) แต่เพื่อนสนิทคนนี้บอกให้สู้ และก็สู้มาด้วยกันจนใช้หนี้หมด จนมีมาถึงทุกวันนี้ได้”
ผมขอโยงกับคำกล่าวที่ว่า “คุณสนิทกับใครที่สุด 5 คน คุณก็จะเป็นคนแบบนั้น” ซึ่งใครกล่าวไว้นี่ผมก็จำชื่อไม่ได้ แต่ผมคิดว่ามันจริง ผมคุยกับคนคนหนึ่งบ่อยๆ ผมก็ติดสไตล์การพูดจาของเขามาแบบไม่รู้ตัว เรื่องนี้ผมว่าสำคัญนะ พี่สมเกียรติก็ได้ยกตัวอย่างเรื่องที่ว่า เราไปคบกับเพื่อนนินทา กลุ่มเพื่อนที่ขี้นินทา อยู่นานๆเข้าเดี๋ยวเราก็จะกลายเป็นคนนินทาเหมือนเขา สังคมมันหล่อหลอมกันไป ผมว่ามันค่อนข้างจริงทีเดียว

ต่อมาคือเรื่อง Lean การกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป แยกแยะ อะไรคือ “want” และอะไรคือ “need” ผมขอโยงคำพูดของคนคนหนึ่งซึ่งผมก็ลืมไปแล้วว่าใครพูด แต่เขาดังอยู่นะ ประมาณว่า “เมื่อคุณซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้ามามาก สักวันหนึ่งคุณจะต้องขายสิ่งของที่จำเป็นออกไป” ผมก็จำไม่ได้เป๊ะๆ แล้วก็เน้นให้ว่าเราต้องทำบัญชี ทำรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน เราจะได้รู้ว่าเราใช้อะไรไปบ้าง แล้วสามารถมา track ได้ว่า เราใช้เงินไปกับอะไรที่ไม่จำเป็นไปบ้าง ไว้วิเคราะห์และปฏิบัติต่อไป ซึ่งโชคดีที่ผมทำตลอด แต่ก็นิสัยเสียไปตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว มาเริ่มใหม่เอาปีนี้แล้วกัน ;P

เรื่องการใช้ IT พี่สมเกียรติเน้นให้ทุกคนต้องไปศึกษา ไปลองทำ ไปหาลูกค้า เพราะจำนวนผู้ใช้ Internet ในไทยมีเยอะมากประมาณ 24 ล้านคน (เท่าที่ผมลองเช็คตัวเลข อ้างอิงจากของ Nectec ปี 2013 ก็เฉียด 24ล้านคน บางสำนักข่าวบอก 25ล้านแล้ว ก็ประมาณตัวเลขคร่าวๆประมาณนี้แล้วกัน) ซึ่งคนเหล่านั้นจะมีคนที่จะสามารถมาเป็นลูกค้าเราได้อีกเท่าไหร่ หลายคนทำธุรกิจ e-commerce ไม่ต้องมีหน้าร้านเลยก็สามารถทำธุรกิจสร้างรายได้ได้จำนวนมาก
(Note: ในคราสมีคนมาจากหลากหลายวัย หลากหลายอาชีพน่ะครับ สำหรับผู้อ่านที่มาจากสายไอทีคงทราบกันอยู่แล้วถึงเรื่อง e-business และตัวเลขสำคัญนี้ เบื่อนิดๆก็ทนๆหน่อย 555)

เรื่องการศึกษาจิตวิทยาของคน การดูอวัจนภาษา (Body language) ดูพฤติกรรมของคน ใครควรเอามาเป็นเพื่อน ควรคบด้วย มาหุ้น มาทำธุรกิจร่วมกัน มาเป็นแฟน แอร้ย! 555 ก็จะย้อนกลับไปเรื่องคนใกล้ชิดที่กล่าวไปก่อนหน้านี้อีกแหละ อยู่กับใครทำให้เราเกิด Positive Thinking มากที่สุด แน่นอนว่าการทำธุรกิจมันเกิดปัญหาอยู่แล้วครับ มุมมองการคิด การรับรู้เมื่อต้องเผชิญกับปัญหานี้สำคัญ หากเจอปัญหาแล้ว ดันได้ partner แย่ๆ ได้คนใกล้ชิดแย่ๆ มันเฟลนะครับ มัน Negative น่ะ

ช่วงเช้าคร่าวๆจะเป็นเรื่องเหล่านี้ที่เน้นครับ ที่เหลือก็จะหลุดไปพวกเรื่องเล่นหุ้น ซื้อทองคำ เงินเย็น และอื่นๆ ซึ่งผมก็ชักจะแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นบ้างแล้ว แต่ต้องศึกษาอีกเยอะเลย..
สิ่งที่ผมประทับใจคือผมชอบสื่อสารกับคนที่มีประสบการณ์ ซึ่งช่วงเช้าแม้ว่าผมจะโคตรง่วง แต่ก็ยังโอเค ยังไหว 5555

กลับมาช่วงบ่ายเริ่มเข้าเนื้อหาเรื่อง Production and Operation Management
ซึ่งผมนั้น จบ Management Information System มา ช่วงบ่ายจึงค่อนข้างง่วงเป็นพิเศษเพราะมันรู้อยู่แล้วซะเยอะ แต่ก็พยายามเทน้ำออกไป (ยังรู้สึกตัวว่าเรื่องนี้ยังทำได้แย่ ต้องพยายามเป็นแก้วเปล่าไว้ก่อน)
ช่วงบ่ายจะเข้าเรื่องที่เป็นของ Industrial Engineering ปนๆ Management
เรื่อง Organizational Functions
- Marketing
- Operations
- Finance/Accounting
แต่ก็ไม่ได้ลงลึกอะไร คือบอกหัวข้อมาว่ามันต้องมีอะไรบ้าง ประมาณไหน และให้ไปศึกษาต่อกันเอา อย่าง
Marketing ทำยังไงจะให้ได้ลุกค้ามา
Operations ทำยังไงถึงจะได้สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ เรื่อง Input/Process/Output
เรื่องการเงินและบัญชี ทำไมต้องมี
เรื่องกระบวนการผลิตต่างๆ ซึ่งในแต่ละธุรกิจก็จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และเป็นเรื่องที่หาอ่านได้ตามหนังสือด้านการจัดการการผลิตและการปฏิบัติการทั่วไป ผมจึงขอตัดไปเลยแล้วกัน

แล้วก็มาปิดท้ายที่เรื่อง 7 Wastes
เรื่องของเสีย 7 อย่างที่ต้องกำจัดออกไปนี้เอี่ยวไปทั้งเรื่อง Hyper Productivity และ Lean business เลย ทำได้ก็แจ่มแมวล่ะครับ
1. การผลิตสินค้ามามากเกินไป, ผลิตออกมาทำไมเนอะ?
2. การสูญเสียจากสินค้าคงคลัง ของในสต๊อคที่ไม่จำเป็น, อย่าลืมครับ เรื่อง really “need”
3. การสูญเสียกับการขนส่ง การเดินทาง, มีประโยคหนึ่งของพี่สมเกียรติที่ว่า “ล้อหมุนต้องได้ตังค์” น่าขบคิดนะครับ
4. เละเทะจากประสิทธิผล, ตรงนี้ต้องมาแก้กันที่คุณภาพครับ ทั้งของคน เครื่องจักร และอื่นๆ พวกตัว M ทั้งหลาย
5. เรื่อง เวลา และ Motion การเคลื่อนที่, พวกนี้ก็ต้องมีการคำนวณนะครับ อย่างเช่นในสายการผลิต ต้องเดินกี่ก้าว หมุนตัวอะไรยังไงนี่คิดหมดนะครับ จัดวางของเครื่องมือยังไงให้เกิด productivity สูงสุด ลดเวลาให้มากที่สุด
6. เสียเวลาในการรอ, เรื่อง Just-in-Time เลยครับ พวกนี้ส่งผลถึง cost หมด
7. สูญเสียไปกับการสร้างสินค้าขยะและต้องมาเสียเวลาซ่อมมันอีก, เรื่องนี้ขอเข้าเรื่องในไอทีเลยแล้วกัน การเขียนระบบให้ลูกค้า แล้วปล่อย bug ตัวน้อยหลุดไปด้วย เราต้องแก้ให้เขานะครับ แล้วเรื่อง Legacy Code อีก เสียเวลาไหมครับ เสียต้นทุนไหมครับ เสียนะ ต้องควบคุมคุณภาพดีดีครับ กล่าวรวมๆคือต้องทำ Total Quality Control

เรื่องนี้จะมีคำภาษาญี่ปุ่นอยู่ 3 คำครับที่เราต้อง avoid มัน ไม่ให้มันเกิดขึ้น
1. Muda ความสูญเสีย
2. Mura ความไม่สม่ำเสมอ
3. Muri การทำงานเกินความสามารถ

ของวันนี้ก็จบลงเท่านี้ครับ : )

คาดการณ์แนวโน้มของเว็บดีไซน์ในปี 2014

จากที่สังเกตมาจากหลายๆเว็บที่มีการคาดการณ์แนวโน้มเว็บดีไซน์ของปีหน้าและการสรุปแนวเว็บดีไซน์ในปี 2013 ที่ผ่านมา

หมายเหตุ: โพสนี้ผมสรุปของผมเองในรอบปีที่ผ่านมา จากสิ่งที่เห็นและการคาดเดาในปี 2014 นี้ และก็ไม่ค่อยละเอียดอะไรนะครับ หากต้องการจับ trend แบบจริงๆจังๆแนะนำหาเว็บอื่นอ่านควบคู่ไปด้วยครับ

1. Mobile first
แนวโน้มมันจะออกไปในทาง mobile first ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่มันจะหนักมากขึ้น
เพราะเว็บที่ต้องเปิดได้กับ mobile และ tablet นั้นเป็นสิ่งที่ required แล้ว ไม่ใช่อยู่ในแบบ additional อีกต่อไป

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการดีไซน์เว็บคือ ความ clean และลดความยุ่งยากสำหรับการทำ responsive website ออกไป
ออกแบบยังไงให้ง่ายกับทั้ง mobile, tablet, และ desktop
ก็เลยอาจจะเห็นรูปแบบของส่วน navigation และส่วน content ต่างๆของเว็บที่ออกมาคล้ายๆกันมากขึ้นในอนาคต
เน้นการออกแบบที่ไปลงกับ typographic มากขึ้น
และลดการใช้ภาพลงไปเนื่องจากการใช้ภาพจะเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นกับชนิดหน้าจอ เช่น จอภาพธรรมดา กับ retina display ที่ความละเอียดของภาพที่ต้องการก็จะต่างออกไป
รวมถึงเรื่องการทำ responsive image และอัตราการโหลดที่ต้องให้ความสำคัญด้วยกับอุปกรณ์มือถือ ซึ่งนักออกแบบและนักพัฒนาเว็บไซต์อาจเลือกที่จะตัดพวกนี้ออกไป ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ

2. Flat design
อีกแนวโน้มหนึ่งคือเรื่อง flat design ซึ่งคงปฏิเสธมันได้ยาก หลังจากที่ Apple นำมาใช้ในการออกแบบ iOS7 กระแสก็ดูจะไปหาทาง flat design ซะหมด
และเรื่อง flat design นี่เองจะส่งผลถึงแนวโน้มเรื่องการเลือกสีด้วย ซึ่งสีก็จะไปในแนวเรียบง่ายมากขึ้น

3. Text น้อยๆ แบบเน้นๆ
มันเป็นเรื่องของการออกแบบที่เอาพฤติกรรมของมนุษย์เข้ามา จากแนวโน้มการอ่านที่จะน้อยลงเรื่อยๆ จะทำยังไงถึงจะดึงจุดเด่นของแบรนด์ออกมาให้มากที่สุด โดนที่สุด ในจำนวนตัวหนังสือที่น้อยที่สุด
ซึ่งการออกแบบจะไปในแนวที่ให้พื้นที่ในส่วน hero area ที่ใหญ่มากขึ้น อาจมี slide เข้ามาเพื่อให้เข้าใจ concept ของแบรนด์นั้นหรือเว็บนั้นให้เร็วที่สุด กระชับที่สุด จบได้ในส่วนนั้นได้เลย

4. One page design, scroll ยาวๆ
แนวนี้ผมคิดว่ามันมาจากแนวการออกแบบ parallax ที่เลื่อนๆไปก็มี effect ต่างๆโผล่มา แต่การทำ parallax นั้นก็ส่งผลกับ performance ของเว็บใช่เล่นเหมือนกันถ้าทำไม่ดี
เลยเกิดมาเป็น scroll ยาวๆเฉยๆแบบแบ่ง section ต่างๆในเว็บเป็นช่วงๆเอาแล้วกัน มันก็สะดวกดีนะ แล้วถ้ามีส่วน navigation ทำให้ไปหาแต่ละ section ได้สะดวกแบบที่ไม่ใช่ต้อง scroll อย่างเดียว สำหรับเว็บที่ content เยอะๆก็จะดีเลย
อันที่จริงแนวการออกแบบแนวนี้มีมานานหลายปีแล้ว แต่ในปัจจุบันเราสามารถจัดการ content ได้ดีขึ้น มีการเปลี่ยนสไตล์ เปลี่ยน layout ไปในระหว่างการ scroll เพื่อทำให้ไม่น่าเบื่อ และมีวิธีการแก้ปัญหาเรื่อง SEO สำหรับเว็บแนวนี้แล้วด้วย จึงอาจเห็นเว็บแนวนี้ได้มากขึ้นแน่ๆในปี 2014 นี้

5. เทรนด์การทำภาพเบลอ
เราเริ่มเห็นการทำพื้นหลังเบลอๆในส่วนของ hero area มากขึ้น มันก็ดูสวยดี เหมือนอยู่ม่านกระจกที่มีหมอก มีไอติด หรือเป็นการทำให้พื้นหลังมันไม่ดูโล่งเกินไปและไม่ลดความเด่นของตัวหนังสือที่อยู่ภายในมากนัก เราอาจจะเห็นมันมากขึ้นอีกในปี 2014 รวมถึง effect ของ CSS3 ในการทำภาพเบลออาจจะดีขึ้น ทีนี้ล่ะอาจจะเห็นกันบ่อยจนชินตาเลย

6. Animation
เดี๋ยวนี้การยัดลูกเล่น animation การเพิ่ม interactive กับผู้ใช้เป็นไปได้ง่ายขึ้นมาก ทั้ง SVG, Canvas, หรือยัดไปใน DOM เลยก็ทำ animation บนเว็บกันได้แล้ว ซึ่งลูกเล่นนี้มีแนวโน้มมาแรงอีกตัวหนึ่งในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำ Infographic และการใส่ลูกเล่นพวกนี้ไปใน hero area

สำหรับแนวโน้มของเว็บดีไซน์ในปี 2014 ที่ถูกเขียนไว้ในเว็บไซต์อื่นๆสามารถเข้าไปดูได้ที่
1. 10 Web design trends you can expect to see in 2014 (thenextweb.com)
2. Designing A Website For 2014 (forbes.com)
3. Web design trends for 2014 (uncom.org)
4. Fizz or Fame: 10 Design Trend Predictions For 2014

ความผิดพลาดในปี 2013

ปีนี้มีเรื่องที่พลาดไปหลักๆอยู่ก็เรื่องความไม่รอบคอบของตัวเอง ที่น่าจดจำที่สุดก็เป็นช่วงกลางปีตอนไป Web3D Conference ที่สเปน ที่รวมยอดความเสียหายที่พลาดเองและโดนล้วงกระเป๋าด้วยทั้งสิ้นก็ราวๆสามหมื่นกว่าบาท

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเอง มันเริ่มมาจากที่เรารีบจองตั๋วรถไฟ Renfe จาก Madrid เพื่อที่จะไป San Sebastian ซึ่งไปวันที่ 17/06/2013 และจะกลับ Madrid ในวันที่ 23/06/2013 แต่ในหน้าเว็บที่จองมันเปลี่ยนเป็นเดือน 07 ให้เลย ซึ่งเราก็ไม่ทันสังเกต เลือกวันที่ไปและวันกลับโดยเว็บนั้นเปลี่ยนเป็นเดือนถัดไปให้อัตโนมัติ วันที่กลับผมไปถึงสถานีรถไฟ ขอเปลี่ยนวันก็ไม่ได้เพราะเกินกำหนดเวลาที่จะขอเปลี่ยน และขอ refund ในเว็บก็ไม่ได้สักทีขึ้น error ตลอด เลยปล่อยมันไป สรุปตรงนี้ก็เสียเงินไปฟรีๆ 52.65ยูโร หรือราวๆ 2,400บาท และต้องเสียเงินซื้อตั๋วกลับ Madrid ใหม่ในราคา 56.70ยูโร หรือประมาณเกือบๆ 2,600บาท

Renfe Tickets

ถัดมาอีกเรื่องนี้อาจจะถือว่าเป็นทั้งอุบัติเหตุและประมาทเองด้วย คือโดนล้วงกระเป๋า มันเกิดขึ้นหลังจากนั่งรถไฟมา 6 ชั่วโมงมาถึง San Sebastian แล้ว ตัวเองก็ล้าๆด้วย เพราะเดินทางต่อเนื่องจากไทยมาลง Madrid แล้วนั่งรถไฟต่อจาก Madrid มา San Sebastian เลย รวมๆแล้วก็ประมาณ 12 + 6 ชั่วโมง รวมระยะเวลารอรถไฟ และอื่นๆก็ปาไป 20 กว่าชั่วโมง จังหวะนั้นผมรู้ตัวอยู่ว่าโดนเดินเข้ามาประกบ มาชวนคุยในภาษาที่เราไม่รู้เรื่องแต่ก็ยังพยายามจะคุยต่อเบี่ยงเบนความสนใจเรา ผมก็เลยลองถามเขาไปว่า ขอบคุณ ภาษาสเปนว่าอะไร ซึ่งผมรู้อยู่แล้วว่าคือ Gracias แต่ก็ได้คำตอบมาที่ยาวเหยียด อะไรก็ไม่รู้ ผมก็พอจะรู้ล่ะว่า ไอนี่มั่วนิ่ม แต่ก็ไม่ได้เอะใจระวังตัวอยู่ดี

สุดท้ายพอหาที่พักเจอ จะจ่ายเงิน จะหยิบกระเป๋าตังขึ้นมาจ่ายเงิน ก็รู้ตัวว่าโดนเข้าแล้ว คือผมพลาดว่าตอนนั้นทำไมไม่เอะใจบ้างเลยว่ามีคนเข้ามาทำแบบนี้นั่นเท่ากับว่าไม่ปกติแล้ว ก็คงต้องโทษตัวเองที่สติยังไม่ดีพอที่จะเหลียวระวังภัยแบบนี้ และก็ได้แต่อวยพรว่าขอให้สบายๆ เงินมันก็เยอะอยู่ คงใช้ชีวิตในสเปนแบบชิวๆได้เป็นเดือน และก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ไปทำแบบนี้กับใครอีก หวังเพราะไม่อยากให้ใครมาโดนเหมือนกัน คือผมปลงได้เร็วมากน่าจะสัก 5 นาทีได้ แล้วก็มาคิดว่า กระเป๋าเราโดนล้วงไป เงินไม่มี บัตรไม่มี เราจะใช้ชีวิตอยู่ในสเปนต่อได้ยังไงในอีกเกือบสิบวันที่เหลือ หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนเดินถือกระเป๋าตังผมมาตามหาเจ้าของ บอกว่ามันตกอยู่ที่ถังขยะหน้า hostel ทีนี้ก็โชคดีหน่อยว่า เอาล่ะ เรามีบัตรเครดิตกับบัตรเดบิตแล้ว แล้วผมก็ไปสถานีตำรวจเพื่อไปแจ้งความ ไปถึงก็บอกรายละเอียดกับตำรวจ แล้วก็มานั่งดูหน้าคนที่เคยก่อคดีแฟ้มปึกใหญ่ๆ นานมาก ไม่มีหน้าไหนคุ้นเลย สุดท้ายได้ใบนี่มา

Comparecencia

หลังจากนั้นก็มาแก้ปัญหาเรื่องเงินสดที่จะถือ จาก 0 ก็เริ่มถอนเงินจากบัตรธนาคาร DBS แต่ก็ดันถอนไม่ออก พอเข้าถึงที่พักถึงเข้าเว็บไปดูว่าบัตรมันล๊อคไม่ให้กดได้จากต่างประเทศ ให้กดได้ในประเทศสิงคโปร์เท่านั้น ก็เข้าไปแก้ผ่านเว็บได้เลย อีกวันก็ออกมาถอน ได้ ก็มีเงินใช้ รอดตัวไป แต่ก็เรียกได้ว่าซวยและเสียหายพอสมควรจากทริปนี้ จากที่แพลนเรื่องเที่ยวว่าจะไปอีกหลายเมืองต่อกับเรื่องกินแล้ว กลายเป็นต้องมาประหยัดสุดๆในทันที

Sum up ปีนี้ก็มีเรื่องนี้ที่ถือว่าพลาดที่สุดในรอบปีแล้ว เรื่องความรอบคอบ ใจเย็น และการแยกกระเป๋าเพื่อกระจายความเสี่ยงออกไป

เรื่องรองลงมาก็เป็นเรื่อง Time Management ของเราเอง ที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในปีหน้าที่งานจะถาโถมเข้ามาชุดใหญ่ ซึ่งเรื่องเวลา ในปีนี้ยังทำได้ไม่ดีพอ ปีหน้าคงเป็นปีแห่งการ optimization : )

display: none; กับ visibility: hidden; ใน CSS แตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง display: none; กับ visibility: hidden; ใน CSS คืออะไร?

สิ่งที่เหมือนกันของทั้งคู่คือมันจะทำให้ element ที่ใช้มันจะไม่ปรากฏขึ้นในหน้าเว็บเพจ
แต่สิ่งที่แตกต่าง Layout

สำหรับ visibility: hidden; นั้น element จะถูกซ่อนไป แต่จะไม่กระทบกับ layout
แต่ display: none; จะกระทบกับ layout ด้วย คือมันทั้งซ่อนและทำเหมือนว่า element หรือ block นั้นไม่มีอยู่เลย
ลองดูในภาพตัวอย่างข้างล่างนี้แล้วดู code ข้างล่างรูปแล้วจะเก็ทมากขึ้นครับ

Display: none; and Visibility: hidden; example
Display: none; and Visibility: hidden; example
<!doctype html>
<html>
  <head>
  	<meta charset="utf-8">
    <title>CSS display:none; and visibility: hidden</title>
    <style type="text/css" rel="stylesheet">
      .list li {
        border: 1px solid #444;
        width: 75px;
        height: 75px;
      }
      .none {
        display: none; 
      }
      .hidden {
        visibility: hidden;
      }
    </style>
  </head>
  <body>
    <ol class="list">
      <li>
        Box 1
      </li>
      <li class="hidden">
        Box 2
      </li>
      <li class="none">
        Box 3
      </li>
      <li>
        Box 4
      </li>
      <li class="none">
        Box 5
      </li>
      <li>
        Box 6
      </li>
    </ol>
  </body>
</html>

หรือลองเข้าไปดูที่ Display: none; and Visibility: hidden; example

เก็บเว็บไว้อ่านทีหลังด้วย Pocket : Read it later

pocket-logo-icon

ช่วงสองสามเดือนมานี้ผมมักจะเจอปัญหาเรื่องการอ่านไม่ทัน ในหนึ่งวันจะมีบทความหรือสิ่งน่าสนใจจากหลายๆเว็บหลายๆแหล่งมากจนเราอ่านมันไม่ได้หมดในระยะเวลาที่มี หรือบางทีก็ไม่ว่างอยู่แต่สนใจแล้วอยากจะเก็บไว้ทีหลัง สิ่งที่ผมทำคือการเปิดหน้าเว็บทิ้งไว้ในเว็บเบราว์เซอร์หลายๆแท็บ ซึ่งผลจากการที่เราเปิดแท็บหลายๆแท็บนั้นมันทำให้เว็บเบราว์เซอร์เราทำงานหนัก โดยเฉพาะหากใครใช้ Google Chrome อาจจะสังเกตได้เลยว่ามันช้า หรือถ้าดูที่ Task Manager จะเห็นว่ามันใช้ทรัพยากรสูงมาก โดยเฉพาะแรม (RAM) จะถูกใช้ไปอย่างมหาศาลในแต่แท็บ หรือเว็บเบราว์เซอร์ตัวอื่นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

จากปัญหาดังกล่าวผมเลยนึกถึงแอพตัวหนึ่งที่เคยโหลดลงมาเล่นใน iPhone แต่ไม่เคยได้ใช้ มาแบ่งเบาภาระของเว็บเบราว์เซอร์ คือ Pocket : Read it later ซึ่งเจ้าแอพนี้จะช่วยเก็บเว็บที่เราสนใจ รออ่านไว้กับแอพได้

Pocket App on Web browser, Desktop, and Mobile.
Pocket App on Web browser, Desktop, and Mobile.

Pocket มีทั้งที่เป็นแอพสำหรับ mobile (iOS และ Android) และ desktop (ตามภาพ) ซึ่งเราสามารถ sync เว็บต่างๆที่เราเก็บไว้กับ Pocket ไปยังทุกอุปกรณ์ของเราได้ ไม่ว่าเราจะใช้ tablet อยู่ หรือ mobile ก็เปิดเห็นลิสที่ได้เก็บไว้เหมือนกันหมด เข้าคอนเซป anytime, anywhere, anydevice เลย : )