Nur mit dir <3

Lyrics:

So wunder, wundervoll
bist du
Und ich bin so gerne hier bei dir

Denn ein Blick von dir und ich bin überglücklich
Deine Schönheit überwältigt mich
Und wenn ich bei dir bin dann spür ich den Himmel
Und ich weiß, dass mein Leben keinen Sinn hat ohne dich
Ich fasse es nicht, deine Liebe für mich
eröffnet eine Welt von der ich nur…

…träumen konnte
Ich hab nie gewusst, dass ich in diesem Leben solches Glück erleben kann
Diese Freude, die mein Herz erfüllt, sie kommt von dir allein
Ich lass mich tief in deine Arme fallen
Ich lass alles los, denn ich will nur mit dir sein
Nur mit dir

So wunder, wunderbar ist die Art wie du mich liebst
Ich bin zuhause hier bei dir

Bridge:
Ich liebe dich (x2)
Ich liebe dich so sehr

Dieses Lied ist auch hier erhältlich:
iTunes: https://itunes.apple.com/de/album/auf-uns-single/id872719792
Google Play: https://play.google.com/store/music/album/Thor_Braarvig_Nur_mit_dir?id=Buwiyg6rm77blamxm4zfuoboazy
Spotify: http://open.spotify.com/track/2F6b5PGSGHTIwmSbs4pFey

17 August 2014

Wat Arun

To whom may concern,

2 days passed and I’m surely that I miss you and feel comforted when I’m with you.

Girl with logic mind, programming background, very calm, interested in the field that I also interest, and many other things that I also liked is quite hard to find and you’re very rare. HAHAHA.

Honestly, you’re my type of girl.

This blog post is probably the first post that I ever write about the “feeling” on my blog (mostly I posted about programming and development, e-commerce, Web3D stuffs, and something like that so far).

Right now you’re doing  very hard for your full-time work and also starting your own tech startup with your team.

But.. ’nuff said. HAHAA

Just, “I’m happy to see you happy.” : )

Take care,

The one who wanna be with you, @hapztron

Me: Meeting – 4 August 2014

Meeting at Wine Connection

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกว่าจะได้ออกงานสังคมบ่อยมาก จนมาเริ่มสำรวจตัวเองจริงๆจังๆว่าจริงๆแล้วเราชอบแบบไหนกันแน่ในเรื่องของกิจกรรมการสังสรรค์หรือการไป Networking ต่างๆ เลยอยากจะเขียน Blog ทิ้งไว้หน่อย เพราะบางทีอายุมากไป ผ่านอะไรต่างๆมากขึ้น สไตล์ผมเองก็อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้
ณ ตอนนี้อันที่จริงแล้ว ผมเองก็รู้ตัวเองอยู่ว่าเป็นคนแบบไหน ผมไม่ใช่คนที่เข้ากับคนที่เพิ่งรู้จักได้ง่ายนัก มักจะไม่ค่อยเปิดบทสนทนาก่อน มักจะชอบเป็นฝ่ายฟังมากกว่าพูด พูดไม่ค่อยเก่งนัก จะได้ก็เพียงแต่เรื่องที่ตัวเองรู้ ถนัด หรือคลุกคลีอยู่ในเรื่องที่จะสนทนาเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นผมขอเป็นฝ่ายรับฟัง เก็บข้อมูลรายละเอียดมากกว่า นั่นทำให้การไป Networking ที่ไม่มี topic ที่ชัดเจนผมมักจะทำได้ไม่ดีนัก และไม่คุ้มกับ cost โดยเฉพาะด้านเวลาและโอกาสต่างๆที่ต้องใช้ไปกับมันเท่าไหร่นัก

อย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองชอบจริงๆเลยคือผมชอบการ meeting แบบ private ขนาดไม่ใหญ่ ใหญ่สำหรับผมนี่เกิน 7 คนไปนี่ก็ถือว่าใหญ่แล้ว คืออะไรที่เป็นส่วนตัวนี่ถือว่าโอเคสำหรับผม เพราะผมสามารถโฟกัสกับทุกคนได้ ให้ความสำคัญกับทุกคนได้และคิดว่าน่าจะมีเวลาเพียงพอสำหรับทุกคนเพียงพอ

Couple

สำหรับองค์ประกอบ ผมเคยคิดว่าตัวผมเองโอเคกับการดื่มเบียร์และไม่ชอบดื่มเหล้า จนกระทั่งไปทำงานอยู่ที่เยอรมนีจึงรู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบมันจริงๆนักหรอก แต่ชอบไวน์มากกว่า ตอนนี้ตัวเลือกเพียงอย่างเดียวถ้าจะมีแอลกอฮอลเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการ meeting กันนี่ผมขอเลือกเป็นไวน์เท่านั้น ไม่งั้นก็ขอเป็นโซดาแทน ซึ่งปกติจริงๆแล้วไม่ใช่คนดื่มเลย เพราะไม่ชอบอะไรที่จะเข้ามาทำให้เราขาดสติเท่าไหร่นัก ผมรู้ว่าถ้ามีมันหน่อยมันก็จะสนุกมากขึ้นมาอีกนิด แต่จริงๆแล้วผมเมาดิบได้ถ้าพอใจที่จะทำ เมื่อวานก่อนเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตของผมที่ดื่มแอลกอฮอลเข้าไปเกินลิมิตเนื่องจากกรณีพิเศษจริงๆ แล้วผมรู้สึกแย่กับตัวเองมากที่ต้องมารู้สึกอึนๆมึนๆทั้งๆที่คิดๆดูแล้วผมสามารถพอที่จะปฏิเสธได้แต่ก็ไม่อยากจะเสียมารยาท ผมก็พอจะทราบทันทีว่ามาผิดทางแล้ว สรุปสำหรับเรื่ององค์ประกอบตรงนี้คือ ถ้าเป็นแอลกอฮอลมาก็ขอเป็นไวน์ (ผม prefer Sparkling wine แต่อย่างอื่นก็โอเคขอให้เป็นไวน์) สำหรับ Business Meeting
สำหรับเรื่องกิจกรรม ผมไม่ค่อยชอบเล่นกิจกรรมอะไรเท่าไหร่นัก ชอบเข้าตรงประเด็นไปเลยดีกว่า อย่าง Ice breaking อะไรนี่ผมมองว่ามันไม่คุ้มกับเวลาที่จะใช้ไปเลยกับผลที่ได้รับ ส่วนตัวสำหรับผมนะครับ

โดยสรุปแล้วถ้าเทียบความสุขกัน
ผมชอบอ่านหนังสือมากที่สุด เวลาอ่านแล้วมันมีความสุข หรือการได้คุยกับใครก็ตามที่เราได้เรียนรู้จากเขา ได้ความรู้ รับการถ่ายทอดประสบการณ์จากเขามาได้ ผมก็จะแฮปปี้มาก ผมมักจะชอบไป meeting กับคนเหล่านี้ ไม่ว่าที่ไหนก็จะไป แต่ถ้าสนุกเฉยๆอย่างเดียวก็ต้องยอมรับว่าก็ต้องคิดนิดนึง ยกเว้นแต่ว่ามีคนที่ผมอยากจะไปด้วยอยู่แล้วก็ว่ากันไปอีกกรณี
ส่วนการเมาเละเทะ การบังคับหรือกึ่งบังคับให้ทำนู่นทำนี่ ผมก็จะเริ่มไม่โอเคและเริ่ม fade ตัวออกไปแล้ว

สถานที่
ผมไม่ใช่คนที่เที่ยวผับ เที่ยวกลางคืน เกิดมาก็เพิ่งรู้สึกสนุกที่ไปมาเพียงแค่ครั้งเดียวเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ใช่เพราะตัวผับ แต่เป็นเพราะตัวคนที่ไปด้วยที่อยู่ด้วยแล้วสนุกดี เป็นคนที่เรากล้าที่จะบ้าด้วยได้ ที่เหลือก็ไม่มีนอกจากนี้แล้ว จึงคิดว่าการเที่ยวแบบนี้ก็ไม่ใช่คำตอบอะไร ส่วนเพลงมันส์ๆผมก็หาฟังของผมเองปกติอยู่แล้ว ไม่ต้องเข้าผับ
ผมชอบสไตล์การนั่งดริ้ง คุยกันชิวๆ บรรยากาศชิวๆมากกว่า ผมว่า Wine Connection ก็เป็นตัวเลือกที่ดี บางทีผมก็ชอบไปนั่งชิวคนเดียวที่นั่น สไตล์แบบนี้คือโอเคแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว ผมอยากจะขอบคุณพลอยมาก ผมก็ไม่คิดเลยว่าเราจะมากันได้ขนาดนี้ ขอบคุณที่พาไปไหนหลายๆที่ที่ผมไม่เคยไป ได้มีโอกาสนั่งคุยกันนานๆ ก็เป็นการพาไปค้นพบตัวเองอีกขั้นหนึ่ง ขอบคุณครับ : )

เปรียบเทียบค่าครองชีพระหว่าง Munich และ Singapore

ผมมีความคิดเรื่องการย้ายที่อยู่อาศัยในระยะยาวมาสักพักใหญ่ๆว่าที่ไหนดีที่น่าจะเหมาะกับเราและเราก็เหมาะกับที่นั่นมากที่สุด ทั้งในเรื่องของโอกาสการร่วมพัฒนาเมืองและพัฒนาตนเองรวมถึงการสร้างครอบครัว ระบบการศึกษา ระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ที่เราไม่ต้องใช้รถก็เดินทางได้ (ผมมองว่ามันเป็นภาระ) และปัจจัยอื่นๆอีกนิดหน่อย เลยลองมาลิสเมืองที่เคยไปอยู่มาหลายๆที่ แล้วเริ่มทำการให้คะแนน ซึ่งจริงๆผมก็ได้ที่ที่อยากจะไปอย่างแน่นอนแล้ว เพราะรู้สึกชอบเมืองนี้มากๆ ผู้คนเป็นมิตร บรรยากาศดี และมันรู้สึกใช่ แล้วเลยลองมาดูในส่วนของค่าครองชีพสำหรับ 2 เมืองที่ดูไว้หลักๆ จากบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวัน จากตอนแรกคิดไว้ว่าใช้ชีวิตอยู่ในเมือง München ที่ค่อนข้างถูกบังคับรูปแบบการใช้ชีวิตนิดหน่อยตรงที่ว่าห้าง ร้านค้า ปิดเร็วมาก และวันอาทิตย์ร้านค้าทั่วๆไปก็จะปิด เราก็จะไม่ได้ใช้จ่ายในวันนั้นๆเลย แต่ลองๆคิดดูแล้วมันก็หนักอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินไทย แต่มันก็จะแฟร์มากถ้าเรารับเงินเดือนที่นั่น แต่หากสำหรับคนไทยที่จะเตรียมไปอยู่ ไปเรียน ไม่มีรายได้จากงาน full-time แล้วมาวางแผนดูว่าควรจะเตรียมเงินไว้ประมาณเท่าไหร่บ้าง อาจจะได้ประโยชน์จากโพสต์นี้ เดี๋ยวลองมาดูบัญชีผมคร่าวๆ
เพิ่มเติม: สำหรับประเทศในยุโรปประเทศอื่นๆก็พอจะสามารถใช้อ้างอิงจากที่ München ได้นะครับ เพราะตอนที่เคยไปอยู่ Madrid และ San Sebastían ที่สเปนมา ในระยะสั้นๆหากการใช้ชีวิตเป็นสไตล์ชอบซื้อของมาทำกินเอง รวมๆแล้วค่าครองชีพก็พอๆกันครับ

สกุลเงิน
สิงคโปร์ ใช้สกุล Dollar Singapore (SGD) S$ 1 เท่ากับประมาณ 25 บาท บวก/ลบ 2 โดยประมาณ
มิวนิค ใช้สกุลเงิน EURO โดย EUR 1 เท่ากับประมาณ 43 บาท บวก/ลบ 2 โดยประมาณ

ที่พัก
München: ค่าเช่าห้องพักประมาณ EUR 300~600 ต่อเดือน แล้วแต่โซนที่อยู่อาศัยและสภาพ แต่ range ก็จะประมาณนี้แหละครับ
Singapore: ค่าเช่าห้องก็ประมาณ SGD 600~800 ต่อเดือน แล้วแต่โซนและสภาพเช่นกัน

ค่ากิน
ผมว่าสำหรับค่ากินเนี่ย มันขึ้นอยู่กับจริตของคนเลยนะว่าจะถูกจะแพงยังไง สำหรับผมช่วงที่อยู่ยุโรปผมจะเน้นการซื้อของมาทำเองที่บ้าน มันจะถูกมาก ยกตัวอย่าง ทั้งวันกินปกติก็ไม่เกิน EUR 10 ครับ หรือบางทีก็แค่ EUR 5 ผมเฉลี่ยไว้ที่ EUR 7 ต่อวันแล้วกันครับ ไว้ลองมาดูบัญชีคร่าวๆครับ แล้วลองตีเป็นรายเดือนดู

บัญชีรายจ่ายของที่มิวนิคครับ

ส่วนหนึ่งของบัญชีรายจ่ายที่มิวนิค
ส่วนหนึ่งของบัญชีรายจ่ายที่มิวนิค

สำหรับช่วงนี้เป็นช่วงที่กินแบบปกติจริงๆ แบบที่ไม่ได้เดินทางไปไหนเลยครับ ทำงาน-กลับบ้าน ซื้อของมากินจากร้านแถวๆบ้านแถวๆออฟฟิศแค่นั้น จะสังเกตว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพราะผมเดินไป-กลับจากบ้านและออฟฟิศได้ ระยะทางห่างกันประมาณ 2 km ครับ เดินสบายๆ ที่เห็น Edeka Heinz นั่นคือชื่อร้านค้าครับ หลักๆผมจะซื้อพวกพาสต้า มักโรนี พิซซ่า กับน้ำผลไม้มากินที่บ้านครับ กินไม่เคยเบื่อเลย และก็ค่อนข้างประหยัดมากครับ

มาดูบัญชีรายจ่ายของที่สิงคโปร์บ้าง

ส่วนหนึ่งของบัญชีรายจ่ายที่สิงคโปร์
ส่วนหนึ่งของบัญชีรายจ่ายที่สิงคโปร์

สำหรับที่สิงคโปร์จะมีค่าเดินทางมาด้วย เพราะบ้านกับออฟฟิศไม่ได้ใกล้กัน แต่ก็ไม่ถือว่าไกลมากครับ ผมเช่าห้องไว้ที่ Tempines ส่วนออฟฟิศอยู่ใกล้ๆกับ Tai Seng MRT ก็จะต้องมีค่าเดินทางบ้าง แต่ก็ไม่เยอะ จะเห็นว่ารวมๆแล้วก็ดูจะไม่สูงครับ แต่มันแค่ช่วงนี้แหละครับ ผมเลือกมา
เพราะจริงๆแล้ววัฒนธรรมของคนสิงคโปร์ก็แนวๆคนเอเชียเรานี่แหละครับ มีนัดกินกันบ่อย ปาร์ตี้บ่อย พวกนี้จะทำให้มีรายจ่ายที่สูงขึ้นเกินกว่าปกติเข้ามา แต่ส่วนที่เยอรมันไม่ค่อยมีครับ ชีวิตแต่ละคนจะค่อนข้าง Individual มากกว่า จะมีไปปาร์ตี้กันบ้างแต่จำนวนน้อยกว่ามากครับ ที่ไปบ่อยๆก็มีนัดคนไทยด้วยกันนี่แหละครับ ;p

ลองมาคิดค่ากินกันคร่าวๆ
München: EUR 7 = ประมาณ 310 บาท (ราคานี้คือไม่เข้าร้านอาหารเลยนะครับ ทำกินเองทุกมื้อ)
Singapore: SGD 15 = ประมาณ 390 บาท (ราคาที่กินที่ร้านอาหารตามตึกออฟฟิศครับ)

ลองมาสรุปดูแบบคร่าวๆนะครับ

ค่าที่พัก (ต่อเดือน)
München: EUR 400 แปลงเป็นเงินไทยได้ประมาณ 17,900 บาท
Singapore: SGD 750 แปลงเป็นเงินไทยได้ประมาณ 19,540 บาท

ค่ากิน
München: EUR 7 * 30 = 210 แปลงเป็นเงินไทยได้ประมาณ 9,385 บาท
Singapore: SGD 15 * 30 = 450 แปลงเป็นเงินไทยได้ประมาณ 11,700 บาท

รวมค่าที่พักและค่ากินเป็นเงินไทย
München: 17,900 + 9,385 = 27,285 บาท
Singapore: 19,540 + 11,700 = 31,240 บาท

เหมือน München จะถูกกว่านะครับ
สำหรับค่ากินล้วนๆ
ใน München ต่ำสุด ผมใช้ไป EUR 180 ไม่รู้อยู่ไปได้ยังไง ฮาๆ ผมทดลองการใช้ชีวิตแบบสมถะที่สุดอยู่ 1 เดือนครับ ความบ้าส่วนตัว แต่โดยปกติ เดือนอื่นๆจะอยู่ราวๆ EUR 800~1100 ครับ แฮ่ๆ
ส่วนใน Singapore ต่ำสุด SGD 425 ครับ ไม่รู้อยู่ไปได้ยังไงอีกเหมือนกัน
ก็ดูจะเป็นไปตามการคำนวณคร่าวๆครับ แต่มันจะลำบากเกินไป ถ้าใช้ชีวิตปกติๆ ของสิงคโปร์จะอยู่ที่ประมาณ SGD 1,700 ครับ คือชิวๆ แบบรวมค่าที่พัก SGD 750 ไปแล้วด้วย

หากจะสรุปฟันธงไปเลย ถ้าใช้ชีวิตไม่พิศดารไปมาก
อยู่ München ควรจะต้องมีเงินอย่างต่ำๆ 40,000 บาท ต่อเดือน ถึงจะพอดิ้นได้ครับ
ส่วนถ้าอยู่ Singapore ควรจะมีเงินอย่างต่ำประมาณ 40,000 บาท ต่อเดือนเท่ากัน เอ๊ะยังไง ฮาๆ คือมันอย่างต่ำอ่ะครับ แบบนี้คือแทบจะไม่เหลือเงินเก็บ และใช้จ่ายต้องคิดนิดหน่อย แต่ถ้าสบายๆก็ควรจะ 60,000 บาท ต่อเดือนขึ้นไปก็จะอยู่ในสถานะชิวแล้วครับ

Note เอาไว้หน่อยนะครับ หากอยู่ในยุโรป สำหรับผมค่าใช้จ่ายส่วนมากที่เด้งๆออกมาเลยจะเป็นค่าการท่องเที่ยวครับ มันเดินไปไปไหนมาไหนได้ง่าย สะดวก นั่งรถไฟข้ามประเทศกันสบายๆ อยากไปสวิซ ออสเตรีย ฮังการี บลาๆๆ ก็นั่งเครื่องบิน นั่งรถไฟ ไปเที่ยวได้ใกล้ๆ ผมชอบ Backpack ครับ จะหมดกับค่าพวกนี้ไปเยอะ แต่ส่วนสิงคโปร์ก็.. นึกอะไรไม่ออกก็บินกลับมาเที่ยวไทยครับ

: )

จัดการงานเร่งด่วนด้วย MVP #leanstartup

Minimum Viable Product (MVP) อาจจะคุ้นๆกันหากใครได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ Lean Startup

TheLeanStartup

TheStartupOwner

เรื่องอื่นอย่างหลักการพื้นฐาน พวก loop “Build -> Measure -> Learn” อะไรพวกนี้ไม่ขอพูดถึงเลยนะครับ ในโพสต์นี้จะเน้นไปที่ MVP ที่โดนมากๆเลยในตอนนี้ ทำให้นึกถึงบีม ที่เคย Hangout แก๊งๆเราพูดเกี่ยวกับ Lean Startup

ในตอนนี้ทีมของเรา (Treebuild) ได้เริ่มรับงานมาแล้วและมันก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่วงนี้งานมันมีมากกว่า 1 ไปเยอะ และเรายังต้องพัฒนาโปรดักซ์ตัวหลักของเราอยู่ด้วย สำหรับการทำงานในฝั่งที่เป็น Outsource สิ่งที่ดูจะ Lean ที่สุดแล้วคิดว่าเวิร์คมากที่สุดคงหนีเรื่อง MVP และ CD/CI ไม่พ้น

Minimum Viable Product และ Continuous Deployment เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจกับสิ่งที่เขาต้องการไหม กับตัว Product Owner (PO) ก็จะได้รู้ว่าที่เขาต้องการมันเป็นแบบนี้หรือเปล่า เราก็พยายามที่จะผสมพวก Scrum, Agile มาใช้บ้างให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งในตอนนี้เราคิดว่าเราทำได้ค่อนข้างดีแล้ว และจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ (รวมถึงพยายามลดงานด้าน Outsource ไปและผุดโปรเจกต์ Saas ขึ้นมา ฮาๆๆ)

MVP

Lo-Fidelity ผมสรุปเอาง่ายๆมันเหมือนกับการสร้าง Rapid Prototype ซึ่งใช้เวลาไม่นาน ยกตัวอย่างถ้าเป็นการทำเว็บไซต์ ก็เหมือนการขึ้น Mockup มาก่อน ให้เห็นหน้าตาในแต่ละหน้า ว่าจะมี I/O ยังไงบ้าง เพื่อมาตรวจสอบความถูกต้องกับ PO ได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อผ่านทั้งหมดแล้วถึงขยับไปทำ Hi-Fidelity ต่อ การทำแบบนี้จะช่วยลดระยะเวลาจากเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะโอกาสในการแก้ ปรับเปลี่ยนจะน้อยลง (การแก้ไขในช่วงที่ยังเป็น Mockup หรือยังเป็นแค่ View มันย่อมดีกว่าช่วงที่ลงไปในระดับที่มีการทำฝั่ง Model กบ Controller อยู่แล้ว)

ต้องขอบคุณบีมครับ ที่ช่วยมาเน้นย้ำเรื่อง Lean ให้ในคืนนั้นของพวกเรา Hahahaha